รูปแบบ framework สำหรับช่วยพัฒนา prompt ที่นำไปใช้ได้ทั้งการวางแผนสื่อสาร (เช่น Crisis Communication) การสร้างเนื้อหา (Content Creation) หรือแม้กระทั่งการวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) และอื่น ๆ
1. กำหนดบทบาท (P : Persona – Role Prompting)
จุดประสงค์: ทำให้โมเดล “สวมบทบาท” ชัดเจน เพิ่มความแม่นยำด้านเนื้อหา
ช่วยให้โมเดลคิดเหมือน “ตัวละคร” ที่เรากำหนด
ตัวอย่าง:
- คุณคือที่ปรึกษาด้านการสื่อสารภาวะวิกฤต ที่มีประสบการณ์ 20 ปี
- คุณคือผู้เชี่ยวชาญด้านกลยุทธ์แบรนด์ในตลาดอาหารและเครื่องดื่ม
- คุณคือนักวิเคราะห์ข้อมูลโซเชียลมีเดียสำหรับองค์กรสาธารณะ
2. ให้บริบทที่ชัดเจน (C : Context – Contextual Prompting)
จุดประสงค์: ทำให้โมเดลเข้าใจ “ภาพรวมสถานการณ์” และข้อมูลพื้นฐาน ทำให้โมเดลเข้าใจสถานการณ์ เพื่อสร้างเนื้อหาที่เชื่อมโยงกับความจริง
เปรียบเสมือนการวาง “เวทีหรือฉาก” ก่อนการแสดง
ตัวอย่าง:
- องค์กรเผชิญวิกฤตข่าวลือเรื่องคุณภาพสินค้าในตลาดเอเชีย
- บริษัทต้องการฟื้นฟูภาพลักษณ์หลังการเรียกคืนผลิตภัณฑ์
- ทีม PR กำลังเตรียมงานเปิดตัวสินค้าที่แข่งขันในตลาดยุโรป
- ตัวอย่าง หรือ เอกสารแนบ หรือ link ข้อมูล
3. ระบุเป้าหมายของงาน (A : Aim – Objective Definition)
จุดประสงค์: บอกโมเดลว่า “เราต้องการอะไร” อย่างชัดเจน
เปรียบได้กับ “บทสรุปตอนจบ” ที่เราต้องการ
ตัวอย่าง:
- เขียนแผนสื่อสารเพื่อควบคุมความเสียหายเบื้องต้น
- จัดทำโพสต์โซเชียลมีเดียสำหรับเปิดตัวสินค้าใหม่
- วิเคราะห์จุดอ่อนของแคมเปญก่อนหน้าและให้ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์
4. ระบุกลุ่มเป้าหมาย (R : Recipient – Target Audience)
จุดประสงค์: เพื่อให้เนื้อหา “พูดตรงกับคนที่ต้องการสื่อสาร”
เป็นเหมือน “ผู้ชม” ที่จะดู ฟังหรืออ่าน
ตัวอย่าง:
- สื่อมวลชนและผู้บริโภคทั่วไป
- กลุ่มพนักงานภายใน
- นักลงทุนต่างประเทศ
5. ระบุโทนเสียงหรือสไตล์ (T : Theme – Tone & Style)
จุดประสงค์: ให้โมเดลปรับภาษาตามบุคลิกของแบรนด์หรือความเหมาะสม
เป็นเหมือน “โทนอารมณ์” ที่ต้องการให้รู้สึก
ตัวอย่าง:
- ใช้ธีม “ความโปร่งใสและความจริงใจ” สำหรับการชี้แจงข่าว
- ใช้ธีม “นวัตกรรมและอนาคต” สำหรับเปิดตัวเทคโนโลยีใหม่
- ใช้ธีม “ความร่วมมือและความยั่งยืน” สำหรับรายงาน ESG
- ใช้โทนเป็นทางการ เห็นอกเห็นใจ โปร่งใส
- ใช้ภาษาที่กระชับ เป็นมิตร เหมาะกับโซเชียลมีเดีย
- ใช้โทนสีน้ำเงินและเทา
5. ระบุรายละเอียดผลลัพธ์ที่ต้องการ (S : Structure – Specific Output Instructions) และ รูปแบบผลลัพธ์ (Output Format)
จุดประสงค์: ลดการตีความผิด สร้างกรอบแนวคิด คิดอย่างเป็นระบบ ลดข้อมูลซ้ำซ้อน และได้ข้อมูลครบถ้วนตามโจทย์ ถ้าไม่มีกรอบ โมเดลจะตีความอย่างอิสระ เนื้อหาอาจไม่ครบและไม่เป็นระเบียบ
เป็นเหมือน “โครงเรื่อง” ของเนื้อหา
ตัวอย่าง:
- ใช้ MECE Framework
- ใช้ AIDA Framework
- จัดทำอย่างน้อย 3 ข้อ
- ตารางเปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสีย
- สรุปเป็น bullet point เพื่อให้อ่านง่าย
- Flowchart หรือ ขั้นตอนทีละข้อ
- แจกแจงตามกลุ่มเป้าหมาย เช่น ลูกค้า พนักงาน สื่อ
6. ถ้าจำเป็น ให้ข้อจำกัดหรือเงื่อนไข (Constraints)
จุดประสงค์: จำกัดความยาวหรือข้อมูล เพื่อความชัดเจน
ตัวอย่าง:
- ความยาวไม่เกิน 500 คำ
- หลีกเลี่ยงคำทางเทคนิคเกินไป
- ห้ามใช้คำว่า “ปลอดภัย 100%”
- หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคเกินไป
- ใช้ภาษาใต้ ไม่เกิน 3 ย่อหน้า
- กรณีมีข้อมูลสถิติ ให้ระบุแหล่งข้อมูลอ้างอิงพร้อม link ข้อมูลต้นฉบับ
สรุปรูปแบบคำสั่งหรือ Prompt ที่แนะนำ
| โครงสร้าง | อธิบาย |
|---|---|
| P — Persona | คุณคือ _____________ |
| C — Context | บริบท: อธิบายสถานการณ์ ปัญหา หรือความท้าทายโดยละเอียด |
| A — Aim | เป้าหมาย: สิ่งที่ต้องการให้โมเดลทำ เช่น ร่างแผน วิเคราะห์ เสนอวิธีแก้ไข |
| R — Recipient | กลุ่มเป้าหมาย: ระบุชัดเจน เช่น ลูกค้า พนักงาน นักลงทุน สื่อมวลชน |
| T — Theme | ธีม / โทนเสียง: ระบุโทนอารมณ์ เช่น โปร่งใส เห็นอกเห็นใจ เป็นมิตร หรือ ทางการ |
| S — Structure | โครงสร้างผลลัพธ์: ระบุรูปแบบ เช่น bullet point ตาราง แผนภาพ หรือหัวข้อย่อยที่ต้องการ |
| Constraints (ข้อจำกัดเพิ่มเติม) | ข้อจำกัด: เงื่อนไขต่าง ๆ เช่น ความยาวไม่เกิน 500 คำ หลีกเลี่ยงการใช้คำมั่นสัญญาที่มากเกินไป อ้างอิงกรณีศึกษา |