Startup Surge ปลุกพลังสตาร์ตอัปไทย
เมื่อสตาร์ตอัปกลายเป็นฟันเฟืองสำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ของไทย มาร่วมเรียนรู้บทบาทขององค์กรกลางในการสนับสนุนสตาร์ตอัปไทย ผ่านบทสัมภาษณ์ นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานกรรมการ บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด
ในยุคที่เทคโนโลยีและนวัตกรรมคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลก ประเทศไทยก็กำลังเร่งเดินหน้าเพื่อยกระดับขีดความสามารถด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ด้วยการพัฒนาสตาร์ตอัปให้ก้าวทันการเปลี่ยนแปลง การสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่เอื้อต่อการเติบโตของธุรกิจนวัตกรรม และการนำองค์ความรู้จากภาควิชาการมาสู่การใช้ประโยชน์ในเชิงพาณิชย์อย่างเป็นรูปธรรม บทความนี้ ได้รับเกียรติจาก นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานกรรมการ บริษัท อินโนสเปซ (ประเทศไทย) จำกัด มาร่วมถ่ายทอดบทบาท วิสัยทัศน์ และแนวทางการทำงาน รวมถึงการร่วมมือกันระหว่างภาคเอกชนและภาครัฐ โดยมีเป้าหมายในการแปลงเทคโนโลยีของไทยให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยอย่างยั่งยืน
บทบาทและวิสัยทัศน์
แนวคิดการแปลงเทคโนโลยีของไทยให้กลายเป็นพลังทางเศรษฐกิจ พร้อมสนับสนุนการเติบโตของสตาร์ตอัปไทยอย่างยั่งยืน
“อินโนสเปซ เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ภายใต้แนวคิดที่ต้องการสร้างกลไกกลางในการผลักดันเศรษฐกิจนวัตกรรมของประเทศ เนื่องจากรัฐบาลเห็นความสำคัญของการสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อให้ผู้ประกอบการรายใหม่สามารถนำผลงานวิจัยและนวัตกรรมไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเราไม่ได้อยู่ภายใต้การกำกับของภาครัฐโดยตรง เพื่อให้สามารถทำงานได้อย่างคล่องตัว และเปิดพื้นที่ให้เอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากโมเดลต่างประเทศ เช่น ฮ่องกง และมีการรวมตัวขององค์กรภาครัฐ เอกชน และรัฐวิสาหกิจเพื่อจัดตั้งขึ้นในลักษณะของการร่วมลงทุน (Limited Partnership: LP)
โดยมีวิสัยทัศน์ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างภาคเอกชน ภาครัฐ และภาควิชาการ เพื่อสนับสนุนให้เกิดการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยเชิงลึกด้านเทคโนโลยี และสร้างโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยสามารถขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ เป้าหมายสูงสุดคือการผลักดันให้เกิดยูนิคอร์นไทย และยกระดับประเทศไทยให้เป็นหนึ่งในศูนย์กลางของนวัตกรรมในภูมิภาค”
ความแตกต่างของอินโนสเปซ
ด้วยบทบาทแพลตฟอร์มกลางที่ไม่แสวงหากำไร แต่มุ่งสร้างผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์และยกระดับสตาร์ตอัปไทยอย่างยั่งยืน
“อินโนสเปซ ตั้งขึ้นมาโดยใช้แนวทางการทำงานคล้าย ๆ กับธุรกิจเงินร่วมลงทุน (Venture Capital: VC) แต่ไม่ได้มีเป้าหมายเพื่อสร้างกำไรกลับคืนมาให้ผู้ถือหุ้น เพราะฉะนั้นมันจะเป็นการทำงานร่วมกันในเชิงคล้าย ๆ ธุรกิจเพื่อสังคม (Social Enterprise: SE) หรือ วิสาหกิจเพื่อสังคม
ขณะเดียวกัน ทางด้านการลงทุนและนวัตกรรมก็จะเป็นแบบไม่ได้มุ่งแสวงหากําไรเพื่อประโยชน์ของผู้ถือหุ้น แต่ทำกําไรเพื่อพัฒนาให้องค์กรมีประสิทธิภาพและนํากําไรเหล่านั้นมาลงทุนใหม่อีกครั้ง เพื่อขยายและผลักดันสตาร์ตอัปต่อไป
จุดเด่นอีกอย่างหนึ่งคือความเป็นกลาง ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อน ทำให้สามารถเชื่อมโยงความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ อินโนสเปซยังมีความพร้อมที่จะลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึก หรือเทคโนโลยีสุขภาพ ซึ่งต้องใช้เวลาพัฒนา ทั้งการหาประโยชน์ในการใช้งานจริง การสร้างความเข้าใจ การที่คนเริ่มคุ้นเคยและนำไปใช้ประโยชน์
สุดท้ายคือการที่เราให้ความสำคัญกับนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ชาติเป็นหลัก เราแสวงหาสตาร์ตอัปที่สามารถเป็นกองกำลังเศรษฐกิจประเทศเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศไทย เราช่วยผลักดันและเข้าไปเป็นส่วนเสริมให้แก่ผู้ประกอบการที่มีศักยภาพแต่ขาดการสนับสนุน ทั้งด้านเงินทุน และการบ่มเพาะจากผู้มีประสบการณ์ธุรกิจ เพื่อให้สตาร์ตอัปเติบโตได้อย่างยั่งยืน”
ทิศทางการลงทุนสตาร์ตอัปที่ตอบโจทย์ประเทศและพันธมิตร
การลงทุนในสตาร์ตอัปถูกกำหนดโดยเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศและความสอดคล้องกับความสนใจของพันธมิตรภาคอุตสาหกรรม เพื่อผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน
“โดยหลักแล้ว เราให้ความสนใจสตาร์ตอัปที่มีศักยภาพ มีทีมทำงานที่มีความพร้อมที่จะนำเอานวัตกรรมมาต่อยอดสู่การพัฒนาจริง โดยเน้นกลุ่มที่สามารถใช้เทคโนโลยีหรือผลงานวิจัยภายในประเทศเนื่องจากเรามีมหาวิทยาลัยในกลุ่มเทคโนโลยีเชิงลึกหลายแห่ง
นอกจากนี้ เราให้การสนับสนุนสตาร์ตอัปในทุก ๆ อุตสาหกรรมที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศ และสามารถตอบโจทย์ทางด้านอุตสาหกรรมที่หลากหลายของกลุ่มพันธมิตร ซึ่งส่วนใหญ่ให้ความสำคัญในทิศทางที่คล้าย ๆ กัน ไม่ว่าจะเป็น
ด้าน BioTech ซึ่งประเทศไทยมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง หากมีเทคโนโลยีที่สามารถแปรรูปทรัพยากรเหล่านี้เป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง จะสามารถยกระดับเกษตรกรรมไทยและสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ได้
AgriTech หรือเทคโนโลยีที่สนับสนุนการเกษตร ด้วยประเทศไทยเป็นประเทศเกษตรกรรมอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นเทคโนโลยีจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ทำให้ผลผลิตดีขึ้น เราก็จะสามารถจัดหาผลผลิตเหล่านี้ให้กับโลกและคนไทยได้ ในต้นทุนที่ไม่สูงแล้วก็มีประสิทธิภาพดี
EnergyTech หรือเทคโนโลยีพลังงาน เป็นอีกหนึ่งด้านที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากในปัจจุบัน เพราะทั่วโลกรวมถึงประเทศไทยกำลังมองหาพลังงานทางเลือกที่สะอาด เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และยั่งยืน สำหรับประเทศไทย เรานำเข้าพลังงานเกือบทุกรูปแบบ ทำให้เกิดความเสี่ยงและมีต้นทุนที่สูง ดังนั้น ถ้าเราสามารถพัฒนาเทคโนโลยีที่ช่วยให้เราผลิตพลังงานเองได้จากทรัพยากรหรือสิ่งแวดล้อมในประเทศ เช่น แสงแดด ลม หรือชีวมวล ก็จะช่วยเสริมความมั่นคงด้านพลังงานให้ประเทศ และยังช่วยลดต้นทุนให้กับภาคอุตสาหกรรม ทำให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ดีขึ้น
Industry 4.0 เทคโนโลยีที่เอามาช่วยผลักดันเพิ่มประสิทธิภาพให้กับอุตสาหกรรม เช่น Robotics, Internet of Things (IoT) และ AI ที่เข้ามาสนับสนุนให้อุตสาหกรรมสามารถผลิตผลิตภัณฑ์ขึ้นมาได้อย่างมีประสิทธิภาพ มีต้นทุนต่ำ และมีวัตถุดิบที่เลือกใช้ได้หลากหลายมากขึ้น
Food for the Future ด้วยความแข็งแกร่งด้านวัตถุดิบทางการเกษตร เราเห็นโอกาสในการพัฒนาอาหารแห่งอนาคตที่เก็บได้นาน ส่งสะดวก และมีคุณค่าทางโภชนาการสูง ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดโลก
HealthTech สมุนไพรไทยถือเป็นต้นทางสำคัญของการพัฒนายาทั้งในรูปแบบสังเคราะห์และชีวมวล ซึ่งเป็นหนึ่งในจุดแข็งของประเทศ การพัฒนาเทคโนโลยีทางด้านการแพทย์ สุขภาพ อาหารเสริม รวมถึงอุปกรณ์การแพทย์ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่สำคัญในการสร้างเศรษฐกิจใหม่ให้กับประเทศ
ฉะนั้น ทั้งหมดนี้มาประกอบกันเป็นทิศทางในการลงทุน (Investment Theme) ที่เหมาะกับสตาร์ตอัปที่ตอบโจทย์กับยุทธศาสตร์และกลุ่มพันธมิตรของเรา”
บทบาทภาครัฐในการสนับสนุนสตาร์ตอัป
การสนับสนุนจากภาครัฐถือเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างระบบนิเวศสตาร์ตอัปให้มั่นคงและยั่งยืน ผ่านความร่วมมือเชิงบูรณาการกับภาคเอกชนและสถาบันวิจัยต่าง ๆ
“ภาครัฐ มีความพยายามในการสนับสนุนระบบนิเวศของสตาร์ตอัปตั้งแต่ต้นน้ำผ่านการจัดสรรงบประมาณเพื่อการวิจัยและพัฒนา โดยผ่านหน่วยงานภายใต้กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ที่มุ่งเน้นการผลักดันงานวิจัยไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และการสร้างเศรษฐกิจแห่งอนาคต
ตัวอย่างหนึ่งของความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน คือ การจัดตั้ง ‘อินโนสเปซ (ประเทศไทย)’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการบ่มเพาะสตาร์ตอัป โดยอาศัยโครงสร้างพื้นฐานจากภาครัฐ เช่น Sandbox ห้องปฏิบัติการ เครื่องมือทดสอบ และความร่วมมือจากสถาบันการศึกษาและวิจัย เพื่อให้สตาร์ตอัปสามารถทดลอง พัฒนา และนำผลิตภัณฑ์สู่ตลาดได้จริง
ทั้งนี้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่สตาร์ตอัปในด้านการลงทุน แม้ภาครัฐจะมีหน่วยงานอย่างสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) เข้ามาร่วมสนับสนุน แต่ข้อจำกัดด้านกลไกการบริหาร และความเสี่ยงของการลงทุนในสตาร์ตอัปซึ่งมักมีอัตราความล้มเหลวสูง ทำให้ภาครัฐไม่สามารถดำเนินการได้อย่างคล่องตัวเท่าที่ควร ภาครัฐควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทมากขึ้นผ่านมาตรการจูงใจ เช่น สิทธิประโยชน์ทางภาษีสำหรับเงินลงทุนในสตาร์ตอัป
ด้านการสนับสนุน การเสริมสร้างสมรรถนะของผู้ประกอบการสตาร์ตอัปผ่านหลักสูตรอบรม การให้คำปรึกษา (Coaching) และการเข้าถึงเครือข่ายวิจัยในมหาวิทยาลัยและสถาบันต่าง ๆ
ด้านการลงทุน แม้จะมีเงินทุนเบื้องต้นจากกองทุนวิจัยต่าง ๆ แต่เงินทุนเหล่านี้ยังไม่เพียงพอต่อการขยายธุรกิจในระยะเติบโต สตาร์ตอัปจึงจำเป็นต้องระดมทุนเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น เช่น ธนาคารของรัฐหรือสถาบันการเงินที่มีความพร้อมในการสนับสนุนอย่างไรก็ตาม กระบวนการอนุมัติสินเชื่อหรือการลงทุนจากสถาบันการเงินบางแห่งมักใช้เวลานาน และมีข้อจำกัดในการรับความเสี่ยง หากภาครัฐมีนโยบายส่งเสริมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ประเทศ ก็สามารถจัดตั้งกองทุนเฉพาะกิจ หรือออกแบบมาตรการสนับสนุนทางการเงินเพื่อเติมเต็มในส่วนที่ภาคการเงินไม่สามารถตอบสนองได้อย่างทันท่วงที”
สตาร์ตอัปฟันเฟืองสำคัญของเศรษฐกิจไทยในอนาคต
สตาร์ตอัปคือกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ได้ใช้ นวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ร่วมสร้างอนาคตของเศรษฐกิจไทยอย่างมีพลัง
“การนำนวัตกรรมมาต่อยอดเป็นธุรกิจถือเป็นหัวใจสำคัญของการสร้างเศรษฐกิจใหม่ เราได้เห็นตัวอย่างมากมายจากอดีตที่สตาร์ตอัปขนาดเล็กสามารถเติบโตอย่างรวดเร็ว และกลายเป็นบริษัทชั้นนำที่มีบทบาทเหนือกว่าบริษัทในอุตสาหกรรมดั้งเดิม ทั้งในด้านพลังงาน การผลิต และเทคโนโลยี
หากประเทศไทยสามารถส่งเสริมให้สตาร์ตอัปเหล่านี้เข้มแข็ง และประสบความสำเร็จในระดับสากล ก็จะสามารถสร้างองค์กรระดับโลกที่เป็นตัวแทนของประเทศบนเวทีการแข่งขันระหว่างประเทศได้ ที่สำคัญไปกว่านั้น การสนับสนุนสตาร์ตอัปยังเป็นการเปิดโอกาสให้กับ ‘คนตัวเล็ก’ หรือผู้ประกอบการรุ่นใหม่ ที่เริ่มต้นจากศูนย์ ได้มีโอกาสเติบโต กลายเป็นธุรกิจ SME และอาจต่อยอดเป็นองค์กรขนาดใหญ่ในอนาคต
กระบวนการนี้จะช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจจากการพึ่งพาบริษัทขนาดใหญ่ไม่กี่แห่ง ไปสู่ระบบที่เปิดกว้างสำหรับผู้เล่นรายใหม่อย่างทั่วถึง สร้างความหลากหลาย และเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจในภาพรวม
ในบทบาทของเราและผู้ถือหุ้น เราได้ให้ความสำคัญกับการเปิดพื้นที่และโอกาสให้กับกลุ่มสตาร์ตอัปได้เติบโต พร้อมได้รับประโยชน์ร่วมกัน โดยเฉพาะองค์กรที่เป็นกลุ่มพันธมิตรก็จะมีโอกาสเข้าถึงแนวทางใหม่ในการแก้ปัญหาทางธุรกิจ เช่น การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต หรือต่อยอดโอกาสทางการตลาด ผ่านโซลูชันและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปที่มีความยืดหยุ่นและคิดนอกกรอบ”
การร่วมมือกันระหว่างอินโนสเปซ และ กฟผ.
การร่วมมือระหว่างอินโนสเปซและกฟผ. ช่วยเสริมสร้างโอกาสลงทุนและแลกเปลี่ยนความรู้เพื่อขับเคลื่อนสตาร์ตอัปในธุรกิจพลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
“แต่เดิมทางอินโนสเปซได้มีหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเข้ามาร่วมลงทุนกับเรา ซึ่งทาง กฟผ. ก็ได้ร่วมลงทุนกับเราด้วยเพื่อที่จะเฟ้นหาเทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ที่จะสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ และก็มีหน่วยงานภายในที่เป็นธุรกิจเงินร่วมลงทุน โดยมีชื่อว่า Innopower ที่จะมองหาโอกาสลงทุนในธุรกิจพลังงานหรือธุรกิจที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ตามยุทธศาสตร์ของ กฟผ. ซึ่งก็ได้ทำงานอย่างใกล้ชิดกับเราในการสรรหาสตาร์ตอัปที่น่าสนใจ โดยในทุก ๆ ปี ทาง กฟผ. ก็จะมีการส่งบุคลากรเข้ามาทำงานร่วมกันกับอินโนสเปซประมาณปีละ 2 – 3 คน ซึ่งจะมีการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ทางด้านธุรกิจไฟฟ้า ขณะเดียวกันก็ร่วมแลกเปลี่ยนความรู้ทางด้านอุตสาหกรรมจากทางอินโนสเปซเช่นกัน”
กฟผ. พันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ในการขับเคลื่อนสตาร์ตอัป
กฟผ. ถือเป็นพันธมิตรเชิงยุทธศาสตร์ที่สำคัญในการสนับสนุนและผลักดันให้สตาร์ตอัปเติบโตและขยายธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม
“กฟผ. ถือเป็นองค์ที่ทำงานใกล้ชิดกับอินโนสเปซมาก โดยได้เข้ามามีส่วนสนับสนุนทั้งในเรื่องของเงินทุน ทรัพยากรบุคคล และการเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปได้ลองเข้าไปทำงานให้แก่ กฟผ. จนไปถึงอาจได้รับการระดมทุนโดยตรงจาก กฟผ. หากมีสตาร์ตอัปที่มีเงื่อนไขเป็นไปตามที่ทาง กฟผ. หรือ Innopower กำลังให้ความสนใจอยู่ ซึ่งสตาร์ตอัปก็จะสามารถได้รับเงินทุนพร้อมกับเติบโตพร้อมอีกด้วย
นอกจากนี้ กฟผ. ยังเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างระบบนิเวศในการสนับสนุนสตาร์ตอัป เพราะเป็นหนึ่งในเวทีที่ให้สตาร์ตอัปเข้าไปใช้ประโยชน์ต่าง ๆ จากเทคโนโลยีของทาง กฟผ. และยังเปิดพื้นที่ให้สตาร์ตอัปได้ทดลองนำนวัตกรรมไปใช้จริงในโครงการต่าง ๆ ภายในองค์กรว่าสามารถนำเสนอการแก้ปัญหาหรือโซลูชันอะไรได้บ้าง หรือนำสิ่งที่สตาร์ตอัปผลิตขึ้นมาไปทำการลองทดสอบ”
แนวทางสู่ความสำเร็จของสตาร์ตอัปรุ่นใหม่
ความสำเร็จของสตาร์ตอัปยุคใหม่เริ่มต้นจากการมีผู้นำที่มีแนวคิดและบุคลิกที่เหมาะสมกับโลกที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
“บุคลิกของผู้นำรุ่นใหม่ที่เคยรวบรวมไว้จะมี 7 บุคลิก ซึ่งเมื่อนำตัวอักษรต้นของแต่ละคำมารวมกันจะได้คำว่า VICTORY ซึ่งสะท้อนความหมายดังนี้
V คือ vision ผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจน มองเห็นถึงปัญหา (Pain Point) และความท้าทายที่แท้จริง เข้าใจว่าผู้บริโภคต้องการอะไร แนวโน้มพฤติกรรมกำลังเปลี่ยนไปอย่างไร และเทคโนโลยีกำลังมุ่งหน้าไปทางไหน รวมถึงสามารถบูรณาการสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อหาทางออกที่ตอบโจทย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
I คือ Inclusive การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องเข้าใจถึงการทำงานร่วมกันในหลากหลายฝ่าย รวมถึงการมีความยุติธรรมและเท่าเทียมในการทำงาน
C คือ Communication ทักษะในการสื่อสารเป็นหัวใจของผู้นำ ไม่ใช่เพียงแค่การพูดให้คนเข้าใจ แต่ต้องสามารถถ่ายทอดแรงบันดาลใจ วิสัยทัศน์ และเป้าหมายให้น่าเชื่อถือ สร้างความเชื่อมั่นให้กับทีม และสามารถโน้มน้าวนักลงทุนหรือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียให้เห็นภาพเดียวกันได้
T คือ Technology Literacy เนื่องจากในปัจจุบันเทคโนโลยีกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน สตาร์ตอัปต้องมีความรู้ด้านเทคโนโลยี ต้องรู้ว่าเทคโนโลยีอะไรบ้างที่ต้องใช้ สามารถหาได้จากไหน หรือมีใครที่จะสามารถเข้ามาช่วยเหลือตรงนี้ได้บ้าง
O คือ Out of Box นวัตกรรมไม่เคยเกิดขึ้นจากความคิดเดิม ๆ ต้องกล้าที่จะคิดนอกกรอบ
R คือ Risk Taker กล้าที่จะเสี่ยง กล้าที่จะลอง และไม่กลัวผิดพลาด แต่จะต้องเป็นความเสี่ยงที่มีการวางแผนและถูกคำนวณมาแล้ว หรือคือความเสี่ยงแบบที่คำนวณได้ (Calculated Risk) หากเกิดข้อผิดพลาดขึ้นเราจะต้องรู้ว่าต้องทำอะไรต่อไป
Y คือ Young Energetic ความกระตือรือร้นและพลังในการทำงานคือแรงผลักดันสำคัญในการก้าวไปสู่เป้าหมาย ผู้นำที่มีพลังจะสามารถเผชิญหน้ากับอุปสรรคได้อย่างไม่ย่อท้อ พร้อมลุกขึ้นสู้ใหม่เมื่อเจอความล้มเหลว จนสามารถไปสู้เป้าหมายได้”
สตาร์ตอัปถือเป็นหนึ่งในฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่ โดยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และหน่วยงานวิชาการ เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืน อินโนสเปซ (ประเทศไทย) ทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มกลางในการสนับสนุนสตาร์ตอัป ด้วยแนวทางที่ไม่แสวงหากำไร แต่มุ่งยกระดับขีดความสามารถของประเทศ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการรุ่นใหม่ร่วมเติบโต สร้างนวัตกรรม และต่อยอดสู่การแข่งขันระดับโลก